<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.พม.มอบของขวัญปีใหม่ ‘บ้านพอเพียง’ 11,500 ครอบครัวทั่วประเทศ  เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ-คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยภายในปี 2579</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(นายจุติ รมว.พม. (ที่ 2 จากซ้าย) มอบบ้านพอเพียงชนบทหลังแรกที่ จ.อุบลราชธานี)&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ และมลฑลทหารบกที่ 22 ที่สนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงฯ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo; รมว.พม.ประเดิมมอบบ้านพอเพียงให้ผู้ด้อยโอกาสที่จังหวัดอุบลราชธานีและระยอง ตามโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาลโดย พม.&amp;rsquo; จำนวน 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ โดยสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนครอบครัวที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านชำรุดทรุดโทรมให้มีความมั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp; เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบทของ พอช.ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; ทำให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้ทุกหน่วยงานดำเนินโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล&amp;rsquo; ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; เนื่องในโอกาสปีใหม่ พ.ศ.2563&amp;nbsp; ซึ่งในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;ได้จัดเตรียมของขวัญด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; จำนวน&amp;nbsp; 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทเป็นการสนับสนุนให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; มีสภาพไม่ปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลังคารั่ว&amp;nbsp; เสาเรือนผุ&amp;nbsp; บันไดโยกคลอน&amp;nbsp; พื้นบ้าน&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; ห้องครัวชำรุด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ซ่อมแซมบ้านเรือนให้มีความมั่นคง&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; มีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 19,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวง พม.&amp;nbsp; ดำเนินการโดย พอช. มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว &amp;nbsp;และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายครัวเรือนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศประมาณ 1,050,000 ครัวเรือน ในจำนวนนี้เป็นโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 352,000 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รมว.พม.มอบบ้านพอเพียงฯ หลังแรกที่อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และผู้บริหารกระทรวง พม. ได้เดินทางมาที่บ้านโนนสร้างคำ&amp;nbsp; ตำบลไร่ใต้&amp;nbsp; อ.พิบูลมังสาหาร&amp;nbsp; จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; เพื่อมอบของขวัญปีใหม่&amp;nbsp; 2563 &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo;&amp;nbsp; หลังแรกในจังหวัดอุบลราชธานี (จากทั้งหมด 213 หลัง) ให้แก่ครอบครัวนางหนูจันทร์ เกาะแก้ว&amp;nbsp; ผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สภาพบ้านทรุดโทรม&amp;nbsp; โดยมีนายเธียรชัย&amp;nbsp; พุทธรังษี&amp;nbsp; รองผู้ว่า จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; พันเอกชูชาติ&amp;nbsp; อุปสาร รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ &amp;nbsp;และชาวบ้านตำบลไร่ใต้ประมาณ 300&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ครอบครัวนางหนูจันทร์ เกาะแก้ว&amp;nbsp; อายุ 54 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านตำบลไร่ใต้&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเดิมเป็นบ้านไม้ทรุดโทรมผุพัง โดยชาวชุมชนและทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 &amp;nbsp;จ.อุบลราชธานีช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 4X6 ตารางเมตร&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นปูนและไม้&amp;nbsp; ก่อด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp; เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 25-30 &amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้าง 6 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก พอช. 19,000 บาท&amp;nbsp; และงบสมทบจากขบวนองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัดอุบลฯ ประมาณ 10,500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สภาพบ้านเดิมของนางหนูจันทร์และครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางหนูจันทร์และสามีมีอาชีพปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 3 ไร่&amp;nbsp; แต่ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ต้องรับจ้างทำงานทั่วไป&amp;nbsp; แต่มีงานไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากทั้งคู่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ&amp;nbsp; โดยนางหนูจันทร์ป่วยเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนสามีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สภาพบ้านที่อยู่อาศัยเมื่อก่อน &amp;nbsp;เวลาฝนตกหลังคาที่มุงด้วยสังกะสีจะรั่ว ฝนจะสาดเข้ามาเพราะฝาบ้านใช้กระสอบป่าน กับถุงพลาสติกดำปิดเอาไว้&amp;nbsp; กันฝนไม่ได้&amp;nbsp; หน้าหนาวลมหนาวก็จะรอดเข้ามา&amp;nbsp; ส่วนครอบครัวก็หากินไปวันๆ &amp;nbsp;ไม่มีเงินจะซ่อมแซมบ้าน &amp;nbsp;เมื่อมีหน่วยงานและทหารมาช่วยสร้างบ้านให้ใหม่ก็ดีใจมาก&amp;nbsp; เพราะได้บ้านใหม่ที่แข็งแรง&amp;nbsp; กันลมฝนและลมหนาวได้&amp;nbsp; ไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางหนูจันทร์บอกความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; จับมือภาคี-ทหารขับเคลื่อนบ้านพอเพียงฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบท เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 ตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการโดย พอช. มีเป้าหมายทั้งหมด&amp;nbsp; 352,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มกราคม 2563) ดำเนินการซ่อมสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp; รวม 39,194 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2,391 ตำบล ใช้งบประมาณ 713 ล้านบาทเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการขับเคลื่อนโครงการบ้านพอเพียงชนบทนั้น&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน&amp;nbsp; โดยใช้องค์กรชุมชนในตำบลที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มาขับเคลื่อน&amp;nbsp; โดยเฉพาะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; (จัดตั้งตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551) ซึ่งสมาชิกสภาฯ ประกอบด้วยผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ปราชญ์ชุมชน&amp;nbsp; และผู้แทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp; มาร่วมกันจัดตั้งสภาฯ ถือเป็น &amp;lsquo;สภาของประชาชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ที่ทุกคนมีส่วนร่วมคิด&amp;nbsp; ร่วมทำ รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น&amp;nbsp; นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทที่จังหวัดอุบลราชธานีขับเคลื่อนโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล ถือเป็นเรื่องที่ดี&amp;nbsp; เพราะผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือมาจากการคัดเลือกของชุมชน &amp;nbsp;โดยราชการไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ใช้การประชาคมของชุมชนในการคัดเลือกครอบครัวที่มีความเดือดร้อนให้ได้รับการซ่อมสร้างบ้าน &amp;nbsp;เป็นการดำเนินการโดยชุมชนเอง ถือเป็นรากฝอยของประชาธิปไตย&amp;nbsp; โดยในขณะนี้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วกว่า 7,700 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งสภาองค์กรชุมชนฯ จะต้องนำเรื่องบ้านพอเพียงไปขับเคลื่อนต่อไป&amp;nbsp; และต้องแสดงให้เห็นถึงพลังของสภาองค์กรชุมชนเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้รับรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบทความจริง พอช.ควรจะทำได้ถึง 400,000 หลังทั่วประเทศ&amp;nbsp; แต่ได้รับงบประมาณน้อยไม่ถึง หลังละ 20,000 บาท&amp;nbsp; จึงต้องใช้การบูรณาการของทุกภาคส่วน&amp;nbsp; มาร่วมกันสร้างบ้านให้ผู้ที่เดือดร้อน&amp;nbsp; เพราะวัสดุและค่าแรงสูงขึ้น&amp;nbsp; ผมจึงได้เรียนกับท่านนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2560 &amp;nbsp;เพื่อขอให้ทหารช่างมาช่วยเหลือสร้างซ่อมบ้านให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งท่านก็ยินดี&amp;nbsp; สั่งการให้ทหารช่างมาช่วย&amp;nbsp; ทำให้ลดงบประมาณด้านค่าแรงลงได้&amp;nbsp; และวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องทำในจุดอื่นๆ ต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ในวันดังกล่าว&amp;nbsp; รัฐมนตรี พม.ได้มอบป้ายโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี 2563 ที่จะดำเนินการในจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;213 &amp;nbsp;หลังคาเรือน &amp;nbsp;งบประมาณรวม 4,047,000 บาท ให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ จำนวน 5 หลัง งบประมาณรวม 128,000 บาท&amp;nbsp; มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้พิการ จำนวน 2 หลัง &amp;nbsp;งบประมาณรวม &amp;nbsp;40,000 บาท &amp;nbsp;มอบงบประมาณปรับสภาพแวดล้อมบ้านผู้สูงอายุ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่งความสุข ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ปรับปรุงห้องสุขา) 1 หลัง งบประมาณ&amp;nbsp; 5,000 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว จำนวน 8 ครอบครัว งบประมาณรวม 24,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;Kick Off มหกรรมบ้านพอเพียง&amp;rsquo; ที่ระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; รัฐมนตรี พม.ได้เดินทางไปที่ตำบลหนองบัว&amp;nbsp; อำเภอบ้านค่าย&amp;nbsp; จังหวัดระยอง&amp;nbsp; เพื่อเป็นประธานใน งาน &amp;lsquo;Kick Off มหกรรมบ้านพอเพียง : ซ่อมบ้าน สร้างโอกาส ส่งความสุข ปี 2563&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการซ่อมสร้างบ้าน &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;หลังแรก&amp;nbsp; (จากทั้งหมด 1,525 หลังใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก) และมอบบ้านพอเพียงหลังแรกที่สร้างบ้านใหม่ให้แก่ผู้สูงอายุครอบครัวนายอัมรินทร์ อุ่นเรือน &amp;nbsp;ซึ่งมีฐานะยากจน&amp;nbsp; บ้านเดิมเป็นเพิงก่อสร้างด้วยเศษไม้&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; สภาพผุผังทรุดโทรม &amp;nbsp;ถูกปลวกทำลาย &amp;nbsp;โดยชาวชุมชน&amp;nbsp; และช่างอาสาช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 5X7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ชั้นเดียว&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก พอช.&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบท 18,000 บาท &amp;nbsp;พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดระยอง (พมจ.ระยอง) 40,000 บาท&amp;nbsp; งบจากศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 2,000 บาท&amp;nbsp; และโถส้วมจากบริษัทสุภัทราแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รมว.พม. (ที่ 3 จากขวา) มอบบ้านพอเพียงที่ จ.ระยอง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอัมรินทร์มีอายุ 62 ปี&amp;nbsp; อาศัยอยู่กับภรรยา&amp;nbsp; มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รับจ้างเก็บน้ำยาง&amp;nbsp; มีรายได้วันละประมาณ 150 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของน้องสาวมานานกว่า 20 ปี &amp;nbsp;ในช่วงปลายปี 2562 นายอัมรินทร์และภรรยาประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ไหปลาร้า ทำให้ทำงานหนักไม่ได้ ประกอบกับมีผู้จ้างงานน้อย จึงไม่มีรายได้ &amp;nbsp;เมื่อมีโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; คณะกรรมการในตำบล&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้านและ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ได้มาสำรวจครอบครัวผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; และเสนอให้มีการซ่อมสร้างบ้านให้แก่นายอัมรินทร์&amp;nbsp; แต่เนื่องจากสภาพบ้านเดิมผุผังทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จะต้องสร้างบ้านใหม่โดยการช่วยเหลือและสนับสนุนจากหลายฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมรู้สึกดีใจที่ได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาช่วยกันหางบมาสร้างบ้านให้&amp;nbsp; ขอบคุณคนที่มาช่วยสร้างบ้านด้วย เพราะลำพังผมกับเมียก็ไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาสร้างใหม่&amp;nbsp; ยิ่งตอนนี้ไม่มีรายได้ แค่หากินไปวันๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายอัมรินทร์บอกความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้รัฐมนตรี พม.ได้มอบงบประมาณบ้านพอเพียง ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 1,525 หลัง&amp;nbsp; งบประมาณรวม 27,360,000 บาท&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงจังหวัดระยองที่สร้างเสร็จแล้วปี 2562 จำนวน 212 หลัง &amp;nbsp;มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ช่างชุมชน&amp;nbsp; หน่วยงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้านค้าที่ให้การสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งมอบของขวัญปีใหม่สำหรับผู้สูงอายุจังหวัดระยอง &amp;ldquo;ส่งความสุข&amp;nbsp; ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ซ่อมห้องสุขา) โดยภาคเอกชนจังหวัดระยอง &amp;nbsp;และมอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง &amp;nbsp;จำนวน 4 ล้านบาทจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.ระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รมว.พม.มอบใบประกาศเกียรติคุณให้ช่างชุมชนที่ช่วยสร้างบ้านให้ลุงอัมรินทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมพงษ์&amp;nbsp; เวชกามา&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง กล่าวว่า&amp;nbsp; การดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบทในตำบลหนองบัวนั้น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ได้ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านทั้ง 11 หมู่บ้าน&amp;nbsp; สำรวจและคัดเลือกครอบครัวเป้าหมายที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและมีฐานะยากจน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงจัดเวทีประชาคมเพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันตรวจสอบหรือรับรองสิทธิ์&amp;nbsp; เพื่อความโปร่งใสและให้ได้ครอบครัวที่มีความเดือดร้อนจริงๆ&amp;nbsp; แต่เนื่องจากงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงมีจำกัด&amp;nbsp; ครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 19,000 บาท&amp;nbsp; ดังนั้นชุมชนจึงต้องบริหารงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ยกตัวอย่าง&amp;nbsp; บ้านของลุงอัมรินทร์สภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว&amp;nbsp; หากรื้อลงมาก็ต้องสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; แต่งบที่ได้ไม่พออยู่แล้ว จึงต้องประสานขอแรงจากชาวชุมชนที่มีฝีมือทางช่างก่อสร้างมาช่วยกัน ในตำบลมี 11 หมู่บ้าน ขอแรงหมู่บ้านละ 2-3 คน&amp;nbsp; ทำให้มีช่างหมุนเวียนกันมาช่วยสร้างบ้านประมาณ&amp;nbsp; 36 คน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังประสานขอความสนับสนุนไปยังหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; เช่น พมจ.ระยองให้งบประมาณมา 40,000 บาท&amp;nbsp; และมีบริษัทเอกชนในพื้นที่ช่วยสมทบ&amp;nbsp; ทำให้สร้างบ้านได้ไว&amp;nbsp; ประมาณ 7 วันก็ได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ถือเป็นความร่วมมือ&amp;nbsp; ร่วมใจของทุกหน่วยงาน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองบัวกล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พอช.หนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศปี 2563 รวม 21,115 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สภาพบ้านเดิมของลุงอัมรินท์ที่ จ.ระยอง และบ้านใหม่ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21.32 ล้านครัวเรือน &amp;nbsp;มีผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและต้องการ ที่อยู่อาศัยประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จัดทำ &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; (พ.ศ.2560- 2579) ขึ้นมา &amp;nbsp;มีเป้าหมายรวม 1,053,702 ครัวเรือน (ส่วนที่เหลือประมาณ 2 ล้านครัวเรือน การเคหะแห่งชาติรับไปดำเนินการ) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี แยกเป็น 1.แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในเมือง รวม 77 จังหวัด จำนวน 6,450 ชุมชน &amp;nbsp;รวม 701,702 ครัวเรือน (แยกเป็นบ้านมั่นคงทั่วประเทศ จำนวน 6,450 ชุมชน รวม 690,000 ครัวเรือน ชุมชนริมคลอง &amp;nbsp;กรุงเทพฯ 74 ชุมชน รวม 11,004 ครัวเรือน และคนไร้บ้าน 3 ศูนย์ กรุงเทพฯ/ขอนแก่น/ เชียงใหม่ รวม 698 ครัวเรือน) 2.แผนพัฒนาผู้มีรายได้น้อยในชนบท รวม 76 จังหวัด จำนวน 5,362 ตำบล &amp;nbsp;รวม 352,000 ครัวเรือน หรือ &amp;lsquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนผู้มีรายได้น้อยในชนบท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;nbsp;ตั้งเป้า&amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัย-มีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า&amp;nbsp; แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มุ่งเน้นให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ &amp;nbsp;โดยใช้เป็นกรอบในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะยาว &amp;nbsp;และเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีความเดือดร้อน โดยมีวิสัยทัศน์คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว &amp;nbsp;และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2563 ว่า &amp;nbsp;พอช.มีแผนงานสนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยในเมืองและชนบททั่วประเทศมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน &amp;nbsp;รวม 21,115 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวมงบประมาณ 1,708 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;แยกเป็น 1.โครงการบ้านมั่นคง จำนวน 5,500 ครัวเรือน &amp;nbsp;2.โครงการบ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านที่ทรุดโทรม มีฐานะยากจน) จำนวน 11,500 ครัวเรือน &amp;nbsp;3.โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 3,115 ครัวเรือน&amp;nbsp; และ 4.ที่อยู่อาศัยชั่วคราว&amp;nbsp; กรณีไฟไหม้&amp;nbsp; ไล่รื้อ&amp;nbsp; 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนโครงการบ้านพอเพียงชนบทนั้น&amp;nbsp; จะให้องค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งอยู่ในพื้นที่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการตำบล&amp;nbsp; เป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลครัวเรือนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; โดยมีทีมช่างชุมชนช่วยสำรวจ&amp;nbsp; คำนวณวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือน&amp;nbsp; นำข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนมาจัดเวทีประชาคมให้ชาวชุมชนช่วยกันรับรองสิทธิ&amp;nbsp; เพื่อให้ได้ครัวเรือนที่มีความเดือดร้อนจริง&amp;nbsp; จากนั้นชุมชนหรือสภาองค์กรชุมชนฯ จะเสนอโครงการมายัง พอช. เพื่ออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. พอช.ชี้แจงกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการซ่อมสร้างบ้านเรือนนั้น&amp;nbsp; ชุมชนและครัวเรือนที่เดือดร้อนจะช่วยกันซ่อมสร้าง โดยนำงบประมาณที่ได้รับมาจัดซื้อวัสดุพร้อมกันในปริมาณมาก&amp;nbsp; ทำให้ได้ส่วนลด ใช้แรงงานจิตอาสา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน่วยทหารในพื้นที่&amp;nbsp; และช่างชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ซ่อมสร้างได้เร็วและประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp; ในกรณีที่สภาพบ้านทรุดโทรมและผุพังมาก&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อเพื่อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จำเป็นต้องสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งภาคเอกชนจะช่วยกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5-7 วันจนได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ถือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ใช้ &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; เป็นเครื่องมือพัฒนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทจำนวน&amp;nbsp; 11,500 หลังทั่วประเทศ&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังดำเนินการในทุกภูมิภาค&amp;nbsp; แยกเป็น&amp;nbsp; 1.ภาคเหนือ จำนวน 2,200 ครัวเรือน 2.ภาคอีสาน 2,700 ครัวเรือน 3.ภาคกลางและตะวันตก 2,200 ครัวเรือน &amp;nbsp; 4. กรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก 2,200 ครัวเรือน และ 5.ภาคใต้ 2,200 ครัวเรือน งบประมาณไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 218,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบท เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 ตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มีเป้าหมายทั้งหมด&amp;nbsp; 352,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มกราคม 2563) ดำเนินการซ่อมสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp;รวม 39,194 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2,391 ตำบล ใช้งบประมาณ 713 ล้านบาทเศษ ส่วนในปี 2563 &amp;nbsp;มีเป้าหมาย 11,500&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ&amp;nbsp; 218.5 ล้านบาท&amp;nbsp; ตามแผนงานจะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในปีงบประมาณ 2564&amp;nbsp; ตั้งเป้าหมายจำนวน 49,326 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการบ้านพอเพียงชนบทของ พอช.แล้ว&amp;nbsp; ในหลายพื้นที่&amp;nbsp; หลายตำบล&amp;nbsp; ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยหรือกองทุนบ้านพอเพียงฯ ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้งบประมาณสนับสนุนจาก พอช.หมดไป&amp;nbsp; สามารถนำเงินกองทุนไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนรายอื่นต่อไปได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางชุมชนจะให้ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือสมทบเงินกลับคืนสู่กองทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หากครอบครัวใดได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวน 19,000 บาท&amp;nbsp; จะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเดือนละ 200-300 บาท&amp;nbsp; จนกว่าจะครบตามจำนวนเงินที่ได้รับการช่วยเหลือ&amp;nbsp; ทำให้กองทุนเติบโตขึ้น&amp;nbsp; สามารถนำไปช่วยเหลือหรือให้ผู้ที่เดือดร้อนกู้ยืมซ่อมสร้างบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;แม้ พอช.จะใช้งบประมาณสนับสนุนไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ประเด็นสำคัญก็คือการใช้บ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนา&amp;nbsp; เพื่อให้คนในชุมชนและทุกภาคส่วนในท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน&amp;nbsp; ทำให้คนจนเข้าถึงบริการทางสังคม &amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; นอกจากนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบทยังนำไปสู่การวางแผนเพื่อพัฒนาชุมชนในด้านอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ธุรกิจชุมชน&amp;nbsp; การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ชาวบ้านได้รวมพลังองค์กรชุมชนและภาคีต่างๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองบุญคุณธรรมเพื่อการจัดสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองลิง&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp;&amp;ldquo;โนวเจีย เมียนเซาะ&amp;rdquo; ให้สมาชิกอยู่ดีมีสุข-ควายออกลูกให้เงิน 200 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) นักเรียนและครูโรงเรียนกรูดหนองซำร่วมกันสร้างแหล่งอาหาร &amp;nbsp;(ขวา) &amp;lsquo;ควาย&amp;rsquo; ต้นทางเกษตรอินทรีย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดสุรินทร์ไม่เพียงแต่จะเป็นเมืองหลวงของช้างเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านที่นี่ยังนิยมเลี้ยงควายเป็นสัตว์คู่ครัวเรือนด้วย&amp;nbsp; ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; ระบุว่าในปี 2562 &amp;nbsp;มีเกษตรกรทั้งจังหวัดจำนวน&amp;nbsp; 110,913 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรกรเลี้ยงควายรวมกันจำนวน&amp;nbsp; 112,790 ตัว&amp;nbsp; หรือเฉลี่ยครอบครัวละ 1 ตัว !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่จำนวนควายที่เลี้ยงนับวันจะมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ&amp;nbsp; เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ควายไถนาแล้ว&amp;nbsp; แต่หันไปใช้ควายเหล็กกันเกือบหมด&amp;nbsp; เพราะควายเหล็กไถนาได้เร็วกว่า&amp;nbsp; ควายทุยพื้นบ้านจึงมีค่าเป็นเพียงทรัพย์สินของครอบครัว&amp;nbsp; หากขัดสนขึ้นมาก็นำไปขายตัวละ 20,000-50,000 บาท&amp;nbsp; แต่หากควายตัวไหนสวย&amp;nbsp; รูปร่างลักษณะดี&amp;nbsp; เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ก็ว่ากันตัวละแสน&amp;nbsp; ตัวละล้านบาทก็มี !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองบุญคุณธรรมฯ จัดสวัสดิการอนุรักษ์ควายไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นแนวคิดในการรวมกลุ่มชาวบ้านในแต่ละชุมชนให้มารวมตัวกัน&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือกันในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; หรือเรียกว่า &amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการวันละ 1 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือเดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; (หรือปีละ 365 บาทตามความสะดวก) แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกตามระเบียบที่สมาชิกร่วมกันกำหนดเอาไว้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เจ็บป่วยช่วยค่ารถไปโรงพยาบาลหรือค่ารักษาคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; เสียชีวิต 5,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แม้จะเป็นเงินไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็ทำให้ชาวบ้านได้ช่วยเหลือจุนเจือกัน&amp;nbsp; หากสมาชิกลาออกก็จะไม่ได้รับเงินสมทบคืน&amp;nbsp; เพราะถือว่าเป็น &amp;ldquo;กองบุญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิเชียร&amp;nbsp; สัตตธารา&amp;nbsp; เลขานุการกองบุญคุณธรรมเพื่อจัดสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองลีง&amp;nbsp; อ.จอมพระ&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; เล่าว่า กองบุญฯ เริ่มจัดตั้งในปี 2551 มีชาวบ้านในตำบลสมัครเป็นสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 200 ราย&amp;nbsp; กำหนดให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนปีละ 2 ครั้ง&amp;nbsp; (กุมภาพันธ์และสิงหาคม) ครั้งละ 185 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 370 บาท&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน&amp;nbsp; 2,030 คน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนประมาณ&amp;nbsp; 2,158,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; 13 &amp;nbsp;ด้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร 500 บาท&amp;nbsp; เสียชีวิต (ตามอายุการเป็นสมาชิก) 2,500-15,000 บาท&amp;nbsp; ภัยพิบัติ&amp;nbsp; ไฟไหม้ 1,000 บาท&amp;nbsp; บวช&amp;nbsp; เกณฑ์ทหาร&amp;nbsp; 1,000 บาท&amp;nbsp; แต่งงาน 10,000 บาท&amp;nbsp; (มีเงื่อนไข คือต้องเป็นสมาชิก 10 ปีขึ้นไป&amp;nbsp; ไม่ท้องก่อนแต่งงาน&amp;nbsp; ป้องกันการท้องก่อนวัย) ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้กองบุญฯ ยังมีสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกที่เลี้ยงควาย&amp;nbsp; หากควายออกลูกเราจะให้เงินช่วยเหลือตัวละ 200 บาท&amp;nbsp; เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกกองบุญฯ เลี้ยงและอนุรักษ์ควายเอาไว้&amp;nbsp; เพราะควายมีแนวโน้มที่จะลดลง&amp;nbsp; ชาวบ้านหันไปใช้ควายเหล็กกันหมด&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองบุญฯ จึงส่งเสริมการเลี้ยงควาย&amp;nbsp; เพื่อนำมูลควายไปทำปุ๋ย&amp;nbsp; ลดต้นทุนการทำไร่นา&amp;nbsp; ลดปัญหาสุขภาพจากสารเคมี&amp;nbsp; โดยเริ่มให้สวัสดิการควายที่ออกลูกตั้งแต่ปี 2559&amp;nbsp; ตอนนี้จ่ายสวัสดิการควายไปแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;248 ตัว&amp;nbsp; รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 49,600 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิเชียรบอกความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โนวเจีย เมียนเซาะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สร้างความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โนวเจีย&amp;nbsp; เมียนเซาะ&amp;rdquo; เป็นภาษาเขมรสุรินทร์&amp;nbsp; มีความหมายว่า &amp;ldquo;อยู่ดี&amp;nbsp; มีสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp; เป็นเป้าหมายของกองบุญฯ ที่จะให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;nbsp; มีความสุข&amp;nbsp; มีความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; ดังนั้นนอกจากกองบุญฯ จะช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บไข้ได้ป่วยตามระเบียบของกองบุญฯ แล้ว&amp;nbsp; ยังขยายไปทำเรื่องอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; โดยการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; สร้างป่าชุมชน&amp;nbsp; มีเห็ด หน่อไม้&amp;nbsp; ไข่มดแดง&amp;nbsp; อนุรักษ์แหล่งเพาะพันธุ์ปลา ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมถือว่าควายเป็นต้นทางของการทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; จึงส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงควาย &amp;nbsp;เพื่อเอามูลควายไปทำปุ๋ย ตอนนี้ในตำบลเมืองลีงมีควายทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,020 ตัว&amp;nbsp; เป็นควายของสมาชิกจำนวน 882 ตัว&amp;nbsp; มีสมาชิกเลี้ยงควาย 221 ครอบครัว&amp;nbsp; ได้มูลควายปีละ 1,865 ตัน&amp;nbsp; เอาไปใช้ในไร่นาได้มากพอ&amp;nbsp; และให้ผลดี&amp;nbsp; ช่วยลดต้นทุนการซื้อปุ๋ย&amp;nbsp; และไม่มีสารเคมีตกค้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิเชียรเล่าต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ละเอียด&amp;nbsp; สุขจิต&amp;nbsp; สมาชิกกองบุญฯ เล่าว่า&amp;nbsp; ครอบครัวเลี้ยงควายมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า&amp;nbsp; เพื่อเอาไว้ไถนา&amp;nbsp; ตอนนี้มีควายอยู่ 6 ตัว แต่ไม่ได้ใช้ควายไถแล้ว&amp;nbsp; แต่ยังได้ประโยชน์จากควาย&amp;nbsp; คือเอามูลไปทำปุ๋ย&amp;nbsp; ผสมกับเปลือกลูกตาลแล้วหมักเอาไว้&amp;nbsp; ปีหนึ่งจะได้ประมาณ 50-100 กระสอบ (50 กิโลกรัม) เอาไปใส่ในนาข้าว 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ใส่แปลงผัก&amp;nbsp; หรือขายปุ๋ยมูลควายกระสอบละ 30-50 บาท&amp;nbsp; และเคยได้สวัสดิการควายออกลูกแล้ว 7&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวๆ ละ 200 บาท&amp;nbsp; หากครอบครัวต้องการใช้เงินก็จะขายควาย&amp;nbsp; ถ้าเป็นลูกควายหย่านมแล้ว&amp;nbsp; ราคาตัวละ 20,000 บาท&amp;nbsp; ควายตัวเมียราคา 30,000 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิเชียรบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ตำบลเมืองลีงเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญแห่งหนึ่งจังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; มีประชากร&amp;nbsp; 10,300 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; 35,215&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ทำนา&amp;nbsp; 25,206 ไร่&amp;nbsp; ได้ผลผลิตปีละ 10,586 ตัน&amp;nbsp; ผลผลิตกินเอง&amp;nbsp; 1,127 ตันต่อปี&amp;nbsp; ที่เหลือส่งขายประมาณ&amp;nbsp; 9,458 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตำบลเมืองลิงผลิตข้าวได้พอกินตลอดปี&amp;nbsp; และยังเหลือขายปีละเกือบหนึ่งหมื่นตัน&amp;nbsp; หากเราผลิตข้าวปลอดสารเคมี&amp;nbsp; และผักอินทรีย์&amp;nbsp; โดยใช้ปุ๋ยจากมูลควายทั้งหมด&amp;nbsp; จะทำให้เราเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย&amp;nbsp; สามารถส่งไปขายได้ทั่วโลก&amp;nbsp; ทำให้คนปลูกและคนกินปลอดภัย&amp;nbsp; และขายได้ราคาดีกว่าการใช้สารเคมีด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิเชียรบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุนโรงเรียน-ชุมชนสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการสนับสนุนชุมชนเลี้ยงควายและทำเกษตรอินทรีย์แล้ว&amp;nbsp; กองบุญฯ ยังขยายแนวคิดไปยังโรงเรียนในตำบลหลายแห่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โรงเรียนกรูดหนองซำ &amp;nbsp;(ประถมศึกษา)&amp;nbsp; โดยกองบุญฯ ได้ประสานงานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดหางบประมาณจำนวน 28,000 บาท&amp;nbsp; เพื่อมาจัดทำกระบวนอบรมเพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนและนักเรียนทำแปลงเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ประมาณ&amp;nbsp; 6 ไร่&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครูศิริกานต์&amp;nbsp; วาที&amp;nbsp; ผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เดิมพื้นที่แปลงเกษตรของโรงเรียนปล่อยทิ้งร้าง&amp;nbsp; ไม่ได้ใช้ประโยชน์&amp;nbsp; และขาดแหล่งน้ำ&amp;nbsp; เมื่อมีแนวคิดทำแปลงเกษตรจึงต้องระดมทุนจากชาวบ้านและหน่วยงานในท้องถิ่นเพื่อทำแหล่งเก็บน้ำ&amp;nbsp; โดยใช้ตุ่มยักษ์ขนาดความจุประมาณ 1,500 ลิตร&amp;nbsp; จำนวน 40 ใบเป็นแหล่งน้ำเพื่อทำเกษตร&amp;nbsp; และมูลนิธิมีชัย&amp;nbsp; วีระไวทยะ&amp;nbsp; สนับสนุนด้านอุกรณ์และโรงเรือนเกษตร&amp;nbsp; มีการอบรมให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนในการทำการเกษตรปลอดภัย&amp;nbsp; โดยไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; ใช้ปุ๋ยหมักจากมูลวัว&amp;nbsp; ควาย&amp;nbsp; หมู&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; ใช้น้ำหมักชีวภาพป้องกันแมลงศัตรูพืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลุกผักสวนครัวต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; ผักกาด&amp;nbsp; ต้นหอม&amp;nbsp; ผักชีลาว&amp;nbsp; ผักชีฝรั่ง&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; พริกขี้หนู&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; โหระพา &amp;nbsp;มะเขือเทศ &amp;nbsp;ฯลฯ เพาะเห็ดต่างๆ&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; กบ&amp;nbsp; และหมูป่า &amp;nbsp;ผลผลิตที่ได้ส่งขายในหมู่บ้านและขายให้โรงเรียนเพื่อทำอาหารกลางวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักบุ้งกิโลกรัมละ 25 บาท&amp;nbsp; เห็ดนางฟ้า 60 บาท&amp;nbsp; นำรายได้เป็นกองทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปีนี้ขายผักไปแล้ว 2 รอบๆ ละ 400-500 บาท&amp;nbsp; แม้รายได้จากการขายผักจะไม่มาก&amp;nbsp; แต่ก็ถือเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักการทำเกษตรปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; ใช้ปุ๋ยที่โรงเรียนและชุมชนมีอยู่&amp;nbsp; ทำให้เด็กมีส่วนร่วม&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึง ป. 6&amp;nbsp; เด็กเล็กจะช่วยรดน้ำ&amp;nbsp; เด็กโตช่วยดูแลแปลงผัก-เลี้ยงหมูป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลผลิตส่วนหนึ่งขายให้โรงเรียนเพื่อทำอาหารกลางวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผัดผักบุ้ง&amp;nbsp; แกงจืด&amp;nbsp; ต้มยำเห็ด&amp;nbsp; ก๋วยเตี๋ยวใส่ผักที่เด็กปลูกเอง&amp;nbsp; ทำให้เด็กและครูได้กินอาหารที่ปลอดภัย&amp;nbsp; ตอนนี้กำลังจะปลูกเมล่อนในโรงเรือน&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; เริ่มปลูกประมาณ 50 ต้น&amp;nbsp; ผลผลิตจะเอาไปขาย&amp;nbsp; ทำในเชิงธุรกิจ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ครูศิริกานต์บอกถึงผลที่เกิดขึ้นและแผนงานที่จะทำต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แปลงเกษตรโรงเรียนกรูดหนองซำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้กองบุญฯ ยังร่วมกับสมาชิกและชุมชนสร้างป่าครอบครัวขึ้นมา&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่วิเชียรซื้อมาเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 38 ไร่มาฟื้นฟู&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลูกไม้ยืนต้นต่างๆ เพิ่มเติม&amp;nbsp; ให้ธรรมชาติคอยดูแล&amp;nbsp; เทวดาช่วยรดน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นานป่าก็เริ่มกลับมาสมบูรณ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ&amp;nbsp; มีเห็ดป่าต่างๆ ที่กินได้กว่า 40 ชนิด&amp;nbsp; มีหน่อไม้&amp;nbsp; ผักหวาน&amp;nbsp; ไข่มดแดง&amp;nbsp; น้ำผึ้งป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ให้ชาวบ้านทั่วไปเข้ามาเก็บกินและขาย&amp;nbsp; สร้างรายได้และเป็นแหล่งอาหารให้ชาวบ้านนับร้อยครอบครัวในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน&amp;nbsp; เรียกว่า &amp;ldquo;โรงทานธรรมถาวร&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งยังร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ปลาที่อยู่ในลำน้ำชีที่ไหลผ่านตำบลด้วย&amp;nbsp; โดยการทำซั้งหรือบ้านปลาจากยางรถยนต์หลายร้อยเส้น&amp;nbsp; เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์ปลาหายากต่างๆ &amp;nbsp;นับร้อยชนิด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ปลากระทิง&amp;nbsp; ปลากา&amp;nbsp; แปบควาย&amp;nbsp; เทโพ&amp;nbsp; กาแดง&amp;nbsp; ตะเพียนทอง&amp;nbsp; พรมหัวเหม็น&amp;nbsp; แก้มช้ำ&amp;nbsp; หมอช้างเหยียบ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ชุมชนใช้พื้นที่ว่างตามหัวไร่ปลายนาเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกอ้อย&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; เป็นเกษตรผสมผสาน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; มีสมาชิกเข้าร่วม 75 ครอบครัว&amp;nbsp; มีพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน&amp;nbsp; 1,500 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือรูปธรรมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้คนเมืองลีงทั้งตำบล &amp;nbsp;&amp;ldquo;โนวเจีย&amp;nbsp; เมียนเซาะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; คือ อยู่ดี&amp;nbsp; มีสุข&amp;nbsp; &amp;ldquo;กินอิ่ม&amp;nbsp; นอนอุ่น&amp;nbsp; ทุนมี&amp;nbsp; หนี้ลด&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และขยายแนวคิดไปยังตำบลอื่นๆ ต่อไป !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(หน้า 7 สกรีนพื้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลจับมือ &amp;lsquo;สภาลมหายใจ&amp;rsquo; แก้ไขปัญหาฝุ่นควันคลุมเชียงใหม่&amp;nbsp;เผยยอดตายพุ่ง เสนอทางออก &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ควันจากการเผาไหม้พื้นที่ป่าไม้และเกษตรกรรม (ซ้าย) ชาวบ้านและจิตอาสาช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่า &amp;nbsp;เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลาม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน (ขวา))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล จ.เชียงใหม่จับมือ &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนนำร่อง 32 ตำบลและขยายเป็น 210 ตำบลครอบคลุมทั้งจังหวัด&amp;nbsp; ชี้รากเหง้าปัญหามาจากการพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp; ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อ (ซ้าย) มอย่างรุนแรง&amp;nbsp; เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝุ่นควันในภาคเหนือพุ่งพรวดจาก 93 รายในปี 2560&amp;nbsp; เป็น 225 รายในปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้าน ม.แม่โจ้จัดอบรมชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่าเพื่อเก็บเห็ด&amp;nbsp; นำเศษซากพืชมาใช้ประโยชน์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำถ่านชีวภาพ&amp;nbsp; ทำปุ๋ย&amp;nbsp; ผลิตจานจากใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ลดการเผา&amp;nbsp; ลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานนับสิบปี&amp;nbsp; และรุนแรงมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; จนทำให้จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของโลกที่มีปัญหาฝุ่นควันมากที่สุด&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; แพทย์&amp;nbsp; ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ชาวบ้าน&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; หอการค้า ภาคเอกชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ในเดือนกันยายน&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้รากเหง้าปัญหาฝุ่นควันมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ-ยอดตายพุ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ&amp;nbsp; ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา &amp;nbsp;ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ &amp;nbsp;ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา&amp;nbsp; 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล &amp;nbsp;ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น &amp;nbsp;โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ&amp;nbsp; ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต &amp;nbsp;และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp; แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน &amp;nbsp;ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ &amp;nbsp;การเผาขยะ &amp;nbsp;การเปิดแอร์ &amp;nbsp;ควันไฟจากการทำครัว&amp;nbsp; การปิ้งย่าง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากโรงงาน&amp;nbsp; และ 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่&amp;nbsp; ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น &amp;nbsp;รวมถึงมีภาวะการกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม&amp;nbsp; เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ข้อมูลจาก&amp;nbsp; นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ &amp;nbsp;ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลทางวิชาการพบว่า ในปี 2552 &amp;nbsp;มีตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วประเทศจากฝุ่นมรณะ&amp;nbsp; จำนวน 38,410 คน &amp;nbsp;สูงเป็น 4 เท่าของการเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;และทำให้ประชากรมีอายุสั้นลง 0.98 ปี &amp;nbsp;ในขณะที่ภาคเหนือปี 2560 &amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต 93 ศพ &amp;nbsp;ปี 2561 เสียชีวิต 107 ศพ &amp;nbsp;และปี 2562 &amp;nbsp;เสียชีวิต 225 คน &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่ก้าวกระโดด&amp;nbsp; หรือเพิ่มขึ้น 60% จากโรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ และติดเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและคิดให้ออกว่าจะแก้ไขปัญหาฝุ่นมรณะที่ทำให้คนเสียชีวิตจริงๆ นี้อย่างไร &amp;nbsp;โดยไม่คำนึงเพียงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและจิตวิทยาเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.ชายชาญกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้นับแต่ก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 &amp;nbsp;สภาฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ล่าสุดมีการจัดกิจกรรม &amp;lsquo;มหกรรมรวมพลังเชียงใหม่ลมหายใจเดียวกัน&amp;rsquo; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 19 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ยานยนต์หันมาปั่นจักรยาน&amp;nbsp; กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; เวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; การ&amp;nbsp; ซุ้มกิจกรรมให้ความรู้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์จากใบไม้&amp;nbsp; การทำถ่าน ไบโอชาร์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลเชียงใหม่ 210 ตำบลจับมือสภาลมหายใจฯ แก้ปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งขึ้นตาม&amp;nbsp; &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; สมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล &amp;nbsp;เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ทั้งในระดับจังหวัด &amp;nbsp;รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 7,778 &amp;nbsp;สภาฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดเชียงใหม่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว&amp;nbsp; 210 ตำบลใน 25 อำเภอ&amp;nbsp; เมื่อมีการจัดตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลจึงเข้าร่วมด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนฯ เป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้ว&amp;nbsp; และเป็นการดำเนินการตามภารกิจของสภาองค์กรชุมชนฯ ตามมาตรา 21 ที่ระบุว่า&amp;nbsp; ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีภารกิจต่างๆ เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ &amp;nbsp;การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (3) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน รวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ มีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ &amp;nbsp;เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร&amp;nbsp; รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนนั้นๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; อุดมกล่าวถึงภารกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุดมยกตัวอย่างว่า&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด&amp;nbsp; เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกลาม&amp;nbsp; รวมทั้งการเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก&amp;nbsp; โดยมีความเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้ผักหวาน&amp;nbsp; และเห็ดต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเห็ดถอบออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประมาณ 100,000 บาท&amp;nbsp; ทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี&amp;nbsp; แต่ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่จะรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอทางออก &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลปัญหาที่พบ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน&amp;nbsp; โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp; จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; อำเภอแม่ออน&amp;nbsp; ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมอบรมประมาณ 50 คน&amp;nbsp; และมีแผนอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เห็ดถอบ&amp;nbsp; ในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลใน 5 อำเภอในช่วงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การรณรงค์แก้ปัญหาฝุ่นควัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ &amp;nbsp;กิ่งไม้ &amp;nbsp;หญ้า &amp;nbsp;ฟางข้าว &amp;nbsp;เหง้ามันสําปะหลัง &amp;nbsp;ซังและต้นข้าวโพด &amp;nbsp;โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน &amp;nbsp;ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;ลดระยะเวลาการปลูก &amp;nbsp;ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไบโอชาร์เปลือกกาแฟใช้เพาะต้นกล้วย ไบโอชาร์แกลบใช้เพาะผัก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใช้เพียงดินปลูกผสมไบโอชาร์ตามสูตรแม่โจ้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถใช้ปลูกผักสลัด &amp;nbsp;ผักสวนครัว &amp;nbsp;โดยที่ไม่ต้องเติมปุ๋ยเพิ่มเติม &amp;nbsp;และช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำวนเกษตร&amp;nbsp; ปลูกพืชยืนต้น&amp;nbsp; หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไผ่&amp;nbsp; ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; นำฟางข้าว&amp;nbsp; กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่าฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำใบไม้นำมาทำจานใส่อาหาร ทดแทนการใช้พลาสติก&amp;nbsp; และลดการเผาใบไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอจากสภาลมหายใจ-สภาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุดม&amp;nbsp; อินทรจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีข้อมูลปัญหาและข้อเสนอทางออกที่มาจากชาวบ้านในพื้นที่&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน&amp;nbsp; 32 ตำบล (จากทั้งหมด 210 ตำบลใน 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่) และได้นำข้อมูลมานำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะต่อหน่วยงานระดับจังหวัด&amp;nbsp; รวมทั้งมีการเชื่อมประสานความร่วมมือกับประชาชนในเขตเมืองเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นควันร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ขอให้มีการสนับสนุนงบประมาณตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกัน &amp;nbsp;ตั้งแต่การทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; ชิงเผา&amp;nbsp; การลาดตระเวน&amp;nbsp; การดับไฟ&amp;nbsp; 2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้งบกลางในการสนับสนุนชุมชนป้องกันฝุ่นควัน&amp;nbsp; 3.ให้มีกองทุนเพื่อดูแลนักผจญไฟป่า&amp;nbsp; เมื่อได้รับอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต&amp;nbsp; 4.การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบระหว่างแปลงจัดการไฟป่าโดยใช้ไฟ-ไม่ใช้ไฟ&amp;nbsp; 5.ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสร้างห้องปลอดฝุ่นที่ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ&amp;nbsp; 6.อบรมให้ความรู้เรื่องฝุ่นควัน&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; การทำห้องปลอดฝุ่นควัน&amp;nbsp; 7.ให้มีการสื่อสารเตือนภัยฝุ่นควัน&amp;nbsp; คุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ล่าสุดนี้&amp;nbsp; ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว&amp;nbsp; จำนวนประมาณ 1,800,000 บาท&amp;nbsp; โดยทางเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจะนำไปขับเคลื่อนในตำบลต่างๆ&amp;nbsp; เพิ่มเติมจากพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่อง 32 ตำบล&amp;nbsp; ขยายเป็น&amp;nbsp; 210 ตำบลต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56568</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ  ไกรฤกษ์, พอช, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200207/image_big_5e3d540e7ba8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม.และหน่วยงานในสังกัดจัดงานใหญ่ ‘Thailand  Social Expo 2019’      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ชูชุมชนต้นแบบด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานในสังกัดจัดงานใหญ่&amp;lsquo;Thailand &amp;nbsp;Social Expo 2019&amp;rsquo; ถือเป็นการจัดงานมหกรรมทางสังคมครั้งที่ 2 ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดนิทรรศการและออกบูธกว่า 140 บูธ &amp;nbsp;แสดงผลงานและนิทรรศการ &amp;nbsp;การพัฒนาสังคม &amp;nbsp;นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมในสังคม &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ชวนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมแสดงผลงาน &amp;nbsp;ชูชุมชนต้นแบบด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมเมืองทองธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันสถานการณ์ของสังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคมของประเทศ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องดำเนินการผลักดันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ทั้งภาครัฐ เอกชน &amp;nbsp; และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างมั่นคง &amp;nbsp;มั่งคั่ง &amp;nbsp;และยั่งยืน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นกระทรวง พม. &amp;nbsp;หน่วยงานในสังกัด &amp;nbsp;และภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;จึงร่วมกันจัดงานแสดงผลงานและนวัตกรรมในการพัฒนาสังคมครั้งที่ 2 ขึ้นมา &amp;nbsp;ถือเป็นงานมหกรรมด้านสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย &amp;nbsp;คืองาน &amp;nbsp;&amp;ldquo;Thailand Social Expo 2019&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ สังคมไทยยั่งยืน &amp;ndash; Partnership for Sustainable&amp;rdquo; &amp;nbsp;กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 7 กรกฎาคมนี้ &amp;nbsp; ที่อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในปีนี้ &amp;nbsp;งาน Thailand Social Expo 2019 &amp;nbsp;จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 &amp;nbsp;เพื่อเป็นการต่อยอดและขยายผลของการรวบรวมผลงานนวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสังคมและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;รวมทั้งผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน &amp;nbsp;โดยผนึกกำลังบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ดำเนินงานด้านสังคมของประเทศไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวง พม.กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; งาน Thailand Social Expo 2019 แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.การเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, วาระแห่งชาติ Active Aging สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข, สื่อสารสร้างสรรค์ป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก และการยกระดับ CSR สู่พลังจิตสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บริการทางสังคม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;บริการตรวจวัดสายตา, ประมูลทรัพย์หลุดจำนำ, สาธิตการพัฒนาฝีมือแรงงานและการฝึกอาชีพ, ตัวอย่างแบบบ้านประหยัดพลังงาน, การทำบัตรประชาชน &amp;nbsp;และการให้บริการจัดหางาน &amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.การแสดงและนวัตกรรมทางสังคม บริเวณ Pavilion กลาง การแสดงผลงานการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ได้แก่ ปฐมวัย วัยรุ่น วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ,&amp;nbsp;นวัตกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ,&amp;nbsp;การแสดง Application งานด้านสังคม และการแสดงดนตรีของคนพิการ Fight for Dream เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าและร้านอาหาร &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ ทอฝัน by พม., ผลิตภัณฑ์ OTOP &amp;nbsp;ร้านค้า &amp;nbsp;ร้านอาหาร &amp;nbsp;เครื่องดื่ม และเบเกอรี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;พอช.ทำงานกับประชาชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;การส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเป็นทุนของชุมชนเอง &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกัน &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมด้านคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดงาน &amp;lsquo;Thailand &amp;nbsp;Social &amp;nbsp;Expo 2019&amp;rsquo; ครั้งที่ 2 นี้ &amp;nbsp;พอช.มีคอนเซ็ปท์ในการจัดงาน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะนอกจาก พอช.จะสนับสนุนให้ชุมชนได้แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์แล้ว ยังส่งเสริมให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วย โดยได้ชวนพี่น้อง ชุมชน และตำบลต่างๆ &amp;nbsp;ทั่วประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.พอช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในงานครั้งนี้ยังมีการประชุมเชิงวิชาการ &amp;nbsp;มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งมีผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กัมพูชา &amp;nbsp;พม่า &amp;nbsp;ศรีลังกา &amp;nbsp;และบังคลาเทศ &amp;nbsp;มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนต้นแบบที่จะมาร่วมแสดงผลงานและนิทรรศการการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ภาค &amp;nbsp;คือ ภาคเหนือ &amp;nbsp;ตำบลลำประดา &amp;nbsp;อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ภาคอีสาน &amp;nbsp;ตำบลกุดหว้า &amp;nbsp;อ.กุฉินารายณ์ &amp;nbsp;จ.กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก ตำบลหนองโรง อ.พนมทวน &amp;nbsp;จ.กาญจนบุรี &amp;nbsp;กรุงเทพฯ และตะวันออก สถาบันการเงินชุมชนบ้านขอนขว้าง &amp;nbsp;อ.เมือง &amp;nbsp;จ.ปราจีนบุรี และภาคใต้ ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเขาแก้ว อ.ลานสกา ฟื้นวิกฤตยางฯสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชน เปิดตลาดสวนสร้างบุญ หนุน &amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; ปลูกไม้เศรษฐกิจเงินล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อำเภอลานสกา จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในหุบเขา &amp;nbsp;มีเทือกเขาที่สำคัญคือ &amp;lsquo;เขาหลวง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลำคลองหลายสาย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้และสายน้ำ เรียกว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ความร่มรื่นเขียวขจี อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี &amp;nbsp;
ประชาชนส่วนใหญ่ในอำเภอลานสกามีอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ เช่น มังคุด ทุเรียน &amp;nbsp;จำปาดะ ฯลฯ แต่เมื่อยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักมีราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อปากต่อท้อง &amp;nbsp;คนลานสกาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส &amp;nbsp;หาช่องทางที่จะสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชนขึ้นมา &amp;nbsp;ไม่ต้องหวังพึ่งยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;ดังตัวอย่างที่ตำบลเขาแก้ว
เส้นทางการพัฒนาชุมชนคนเขาแก้ว ใช้ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนฯ&amp;rsquo;เป็นกลไกขับเคลื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาโรจน์ สินธู แกนนำพัฒนาตำบลเขาแก้ว เล่าว่า ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา มี 6 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากร (ที่อาศัยอยู่จริง) ประมาณ 4,700 คน พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 42,000 ไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางฯ และปลูกไม้ผลต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน (ประมาณ 70 %) เริ่มกิจกรรมรวมกลุ่มกันพัฒนาตำบลตั้งแต่ปี 2553 โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;rsquo; ขึ้นมา เพื่อเป็นกองทุนในการช่วยเหลือดูแลสมาชิกในตำบล มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 278 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาทเพื่อนำมาช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิก &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ช่วยเหลือคืนละ 200 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 15 คืน เสียชีวิตช่วยเหลือตามอายุการเป็นสมาชิก ตั้งแต่ 2,000-30,000 บาท นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องคลอดบุตร ผู้สูงอายุ ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,600 คน &amp;nbsp;(ประมาณ &amp;nbsp;80 % ของประชากรทั้งตำบล) &amp;nbsp;มีเงินกองทุนประมาณ &amp;nbsp;3 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาโรจน์ สินธู)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;จัดตั้งขึ้นในปี 2553 เช่นกัน &amp;nbsp;ซึ่งตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนเข้ามามีการส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ โดยให้ประชาชนรวมกลุ่มกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา เพื่อใช้สภาฯ เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล โดยมีกลุ่มต่างๆ ในตำบลเขาแก้วเข้าร่วมจัดตั้งสภาฯ รวม 18 กลุ่ม มีตัวแทนสมาชิกฯ เป็นคณะกรรมการสภาฯ จำนวน &amp;nbsp;33 คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วดำเนินงานมาได้ 5 ปี ในปี 2558 คณะกรรมการสภาฯ จึงได้จัดประชุมเพื่อทบทวนการทำงานของสภาฯ และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลในตำบล &amp;nbsp;ช่วยกันหาจุดแข็ง &amp;nbsp;จุดอ่อน &amp;nbsp;และปัญหาต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนพัฒนาตำบลในด้านต่างๆ &amp;nbsp;ทั้งเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;โดยเฉพาะปัญหายางพาราที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ จากราคายาง (ยางถ้วย) ที่เคยพุ่งขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 60 บาทในช่วงปี 2553-2554 &amp;nbsp;แต่ในปี 2555-2558 &amp;nbsp;ลดเหลือ ก.ก.ละ 18 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ช่วงปี 2558 เกิดปัญหายางพาราราคาตกต่ำทั่วประเทศ คนตำบลเขาแก้วที่ปลูกยางฯ เป็นพืชหลักได้รับผลกระทบไปทั่ว หลายครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนกู้เงินนอกระบบต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายวัน ร้อยละยี่สิบต่อวัน คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว จึงวางแผนแก้ไขปัญหา โดยจะรวมตัวกันรับซื้อและขายยางฯ เอง ใช้เงินจากกองทุนสวัสดิการชุมชนมารับซื้อ ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีการตั้งคณะทำงานลงไปสำรวจข้อมูลเรื่องปริมาณและผลผลิตในตำบลเพื่อจะรวบรวมยางฯ ไปขายเอง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะค่าขนส่งไปขายโรงงานมีต้นทุนสูง ไม่คุ้มทุน และที่สำคัญก็คือปัญหายางฯ เป็นปัญหาระดับประเทศ ชุมชนแก้ไขเองไม่ได้&amp;rdquo; สาโรจน์เล่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาราคายางฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าชุมชนจะแก้ไขปัญหาราคายางพาราไม่สำเร็จ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลตำบลในครั้งนั้นพบว่า คนในตำบลเขาแก้วส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม และขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพเสริม เมื่อราคายางฯ ตกต่ำจึงต้องกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ดินที่ปลูกยางฯ และผลไม้ทั้งตำบล ประมาณ 70 % ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวงและอุทยานฯ น้ำตกโยง จึงไม่สามารถนำที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงินได้ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ &amp;nbsp; คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ จึงคิดเรื่องการสร้างแหล่งทุนในตำบล โดยการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมและแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วเป็นกลไกขับเคลื่อน ใช้คณะกรรมการสภาฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อชวนมาเป็นสมาชิก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้ว เริ่มจัดตั้งในเดือนตุลาคม 2558 มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 223 คน สมาชิกจะต้องฝากเงินเข้าสถาบันฯ เดือนละ 1 ครั้ง &amp;nbsp;อย่างน้อยคนละ 100 บาท ใครมีมากก็ฝากมาก มีเงินสะสมรวมกันในช่วง 6 เดือนแรกประมาณ 385,000 บาท สมาชิกสามารถกู้เงินเพื่อประกอบอาชีพ &amp;nbsp;การศึกษาของบุตรหลาน &amp;nbsp;รักษาพยาบาล &amp;nbsp;หรือปลดหนี้สิน หนี้นอกระบบ ได้สูงสุด 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 บาทต่อเดือน และผ่อนชำระเงินกู้ได้ตามความจำเป็น &amp;nbsp;จึงช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้มาก เพราะหนี้นอกระบบคิดดอกเบี้ยมหาโหดถึงร้อยละ 20 บาท/วัน &amp;nbsp;หากไม่มีจ่ายก็จะทบต้นทบดอก &amp;nbsp;เหมือนดินพอกหางหมู &amp;nbsp;สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันสถาบันการเงินชุมชนฯ มีสมาชิกจำนวน 440 คน มีเงินทุนประมาณ &amp;nbsp;3.6 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 จะเพิ่มสมาชิกเป็น 600 คน โดยมีคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ รวม 21 คน แบ่งหน้าที่ทำงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น &amp;nbsp;ผู้จัดการ เหรัญญิก ฝ่ายสินเชื่อ ฝ่ายสะสมทรัพย์ ฝ่ายส่งเสริม ฝ่ายตรวจสอบบัญชี ฯลฯ ถือเป็นธนาคารเพื่อชุมชนที่ชาวบ้านบริหารจัดการเอง &amp;nbsp;ไม่ต้องพึ่งธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;หรือเป็นหนี้นอกระบบอีกต่อไป
ตลาดสวนสร้างบุญ &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนกินอิ่มอร่อย-อาหารปลอดภัย &amp;nbsp;คนขายอิ่มบุญ&amp;rsquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;ตลาดสวนสร้างบุญ&amp;rsquo; ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักของตำบล (อ.ลานสกา-จันดี อ.ฉวาง) เกิดจากแนวคิดของคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วที่อยากจะให้คนในตำบลมีอาชีพเสริม &amp;nbsp;โดยนำผลผลิตจากไร่จากสวนมาวางขาย &amp;nbsp;หรือปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านและขนมต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งมีการแสดงศิลปะ &amp;nbsp;วัฒนธรรมท้องถิ่น &amp;nbsp;เริ่มเปิดตลาดในช่วงปลายปี 2559 &amp;nbsp;บนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ &amp;nbsp;ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ &amp;nbsp;อากาศเย็นสบาย &amp;nbsp;เพราะมีลำคลองเขาแก้วไหลผ่าน &amp;nbsp;เปิดขายเฉพาะวันเสาร์ &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้า - 6 โมงเย็น &amp;nbsp;ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ตามโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจและทุนชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 100,000 บาท, กรมการพัฒนาชุมชน, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฯลฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาโรจน์ บอกว่า &amp;nbsp;ตลาดสวนสร้างบุญจะเน้นให้ชาวบ้านเอาผลผลิตของตัวเองมาวางขาย หากเป็นพืช ผัก และผลไม้ &amp;nbsp;จะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี มีผักพื้นบ้านต่างๆ เช่น ผักกูด สะตอ เนียง ผักหนาม ผักโขม ลูกประ ส้มแขก ฯลฯ ผลไม้ตามฤดูกาล &amp;nbsp;เช่น ทุเรียน มังคุด จำปาดะ ลองกอง ลางสาด มะม่วง ฯลฯ อาหารต่างๆ เช่น ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวกะลา ขนมถ้วย ทองม้วน ขนมจาก ข้าวเหนียวสองดัง น้ำพริกลูกประ ฯลฯ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ไวน์มังคุด แชมพู สบู่สมุนไพร ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อาหาร ผัก ผลไม้ ที่ชาวบ้านเอามาขาย เราเน้นว่าจะต้องเป็นอาหารที่ปลอดภัย ต้องปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมี คนที่มาซื้อก็จะได้กินอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ เพราะวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งมากนัก ราคาก็ไม่แพง คือกินอิ่มและราคาถูก ส่วนคนขายก็มีความสุข เพราะเอาอาหารที่สะอาดปลอดภัยมาให้คนซื้อได้กิน และมีรายได้เสริมไปใช้จ่ายในครอบครัว เป็นค่าเล่าเรียนของลูกหลาน ทำให้อิ่มใจ อิ่มบุญทั้งคนซื้อและคนขาย&amp;rdquo; สาโรจน์ฉายภาพตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลาดสวนสร้างบุญสามารถสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านได้ไม่น้อยกว่า 40-50 ครอบครัวใน 1 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 1,000-2,000 บาท แม้ว่าจะเป็นเงินที่ไม่มากมายนัก แต่ก็ทำให้ชาวบ้านมีช่องทางการค้าขาย นำรายได้มาจุนเจือครอบครัว &amp;nbsp;คนซื้อก็ได้กินอาหารที่ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; ปลูกไม้เศรษฐกิจเพิ่มสีเขียวสร้างเงินล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;สวนสมรม&amp;rsquo; เป็นการปลูกพืชหลายชนิดลงในที่ดินแปลงเดียวกัน ทั้งไม้ผลที่กินได้และไม้ใช้สอยต่างๆ รวมทั้งพืชผักสวนครัว ตามวิถีที่บรรพบุรุษหรือ &amp;lsquo;พ่อเฒ่า&amp;rsquo; เคยปลูกกันมานานหลายชั่วคน ไม่ใช่ปลูกแต่ &amp;lsquo;พืชเชิงเดี่ยว&amp;rsquo; หรือชนิดเดียว เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุด ทุเรียน ฯลฯ เหมือนในปัจจุบัน เพราะหากช่วงไหนพืชเหล่านี้ราคาไม่ดีคนปลูกก็จะเดือดร้อน เช่น ยางพาราที่ราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเชียร กองโล่ คณะกรรมการกลุ่มออมต้นไม้ เล่าว่า จากปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องอิงกับราคาตลาด &amp;nbsp;คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วจึงนำแนวคิดเรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนมาปรับใช้ แต่เปลี่ยนจากการออมเงินมาเป็น &amp;lsquo;ออมต้นไม้&amp;rsquo; โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กลุ่มออมต้นไม้&amp;rsquo; ในปี 2560 ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว จำนวน 10,000 บาท เพื่อนำมาซื้อกล้าไม้เศรษฐกิจ เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง สะเดาเทียม &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ต้น แจกจ่ายให้สมาชิกปลูกในปีนั้น เมื่อต้นไม้เติบโตก็จะมีราคา รวมทั้งส่งเสริมให้ปลูกพืชกินได้ชนิดต่างๆ เพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นการเติมพื้นที่สีเขียวให้แก่ตำบลด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก่อนที่จะมีการจัดตั้งกลุ่มออมต้นไม้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกพืชชนิดเดียวในแปลงเดียวกัน เพราะเชื่อว่าถ้าปลูกรวมกันต้นไม้จะไม่โตเพราะว่าแย่งอาหารกัน แต่สวนของผมปลูกผสมกันแบบสวนสมรมหรือสวนพ่อเฒ่ามานานหลายสิบปีแล้ว &amp;nbsp;และต้นไม้ทุกชนิดก็งามทุกอย่าง เก็บกินก็ได้ ขายก็ดี ทางกลุ่มออมต้นไม้จึงยกให้สวนของผมเป็นต้นแบบ ให้สมาชิกกลุ่มมาดู มาเรียนรู้เพื่อเอาไปปลูกตามอย่าง&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าความเป็นมาของกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงวิเชียรมีที่ดิน 5 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 50 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกสวนยาง 1 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ &amp;nbsp;ส่วนอีก 4 แปลงปลูกแบบสมรมหรือผสมผสาน มีพืชกินได้ เช่น จำปาดะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง หมาก มะพร้าว กล้วย สะตอ เหรียง เนียง ฯลฯ ไม้ใช้สอย เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง สะเดาเทียม พะยูง ไผ่ ฯลฯ&amp;nbsp;
พืชเหล่านี้เมื่อปลูกรวมกันจะมีสภาพคล้ายป่าธรรมชาติ ไม่แย่งอาหารหรือแย่งแสงแดดกัน แต่จะเกื้อกูลกัน แบ่งเป็นไม้เรือนยอดชั้นบน เช่น ตะเคียนทอง สะเดาเทียม จำปาทอง ฯลฯ ไม้เรือนยอดชั้นกลาง เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง จำปาดะ &amp;nbsp;ฯลฯ ไม้ชั้นล่าง เช่น ผักต่างๆ กระทือ กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ พริก ฯลฯ ส่วนใบไม้ที่ร่วงหล่นจะเปื่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย บำรุงด้วยปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักชีวภาพก็จะทำให้พืชผลเหล่านี้เติบโตงดงาม &amp;nbsp;สร้างรายได้ตลอดทั้งปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น จำปาดะ (คล้ายขนุน) ผลสุกนำไปชุบแป้งทอดหรือกินสุก ต้นหนึ่งจะมีประมาณ 50-60 ลูกๆ ละ 3 &amp;nbsp;กิโลกรัม ขายราคา ก.ก.ละ 12-60 บาท (ตามฤดูกาล) ต้นหนึ่งจะทำรายได้ไม่น้อยกว่าปีละ 4,000-5,000 บาท หากปลูก 10 ต้นจะมีรายได้ปีละ 40,000-50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีทุเรียน มังคุด ลองกอง สะตอ ฯลฯ พืชผักต่างๆ ที่ทำรายได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งลุงวิเชียรยังเลี้ยงไก่และปลา &amp;nbsp;อาหารจึงแทบจะไม่ต้องซื้อหา &amp;nbsp;ยกเว้นข้าวที่ปลูกไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตะเคียนทอง ใช้สร้างบ้านเรือน ทำเรือแข่ง ลุงวิเชียรปลูกเอาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว &amp;nbsp;จำนวน 60 ต้น ตอนนี้มีขนาดเส้นรอบวงเกือบ 2 เมตร มีคนมาเสนอซื้อราคาต้นละ 18,000 บาท แต่ลุงวิเชียรไม่ขาย จะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและลูกหลาน แต่หากขาย 60 ต้น จะทำเงินได้มากกว่า 1 ล้านบาท ไม่รวมไม้อื่นๆ เช่น จำปาทองและพะยูงที่กำลังแข่งกันโต และเพิ่มราคา เพิ่มมูลค่าขึ้นทุกวัน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ลุงวิเชียรกับต้นตะเคียนทอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาโรจน์ เล่าเสริมว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มออมต้นไม้ในตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;รวม 53 ครอบครัว &amp;nbsp;ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกไม้แบบสวนสมรม และปลูกต้นไม้เศรษฐกิจซึ่งเป็นไม้ยืนต้นไปแล้วปีละ 1,000 ต้น ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะปลูกไม้เศรษฐกิจทั้งตำบลได้ 5,000 ต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความชุ่มชื้นให้ผืนดิน และเติมอากาศให้บริสุทธิ์แล้ว ผู้ที่ปลูกยังสามารถเอาต้นไม้เศรษฐกิจมาเป็นหลักทรัพย์ ใช้ค้ำประกันหรือกู้เงินจากสถาบันการเงินชุมชนได้ โดยกำหนดว่าต้นไม้ที่มีเส้นรอบวง 1 เซนติเมตร จะมีมูลค่า 100 บาท หากมีเส้นรอบวง 100 เซนฯ หรือ 1 เมตร จะมีมูลค่า 10,000 บาท ถ้ามี 10 ต้นสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์หรือกู้เงินจากสถาบันฯ ได้ถึง 100,000 บาท ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะดำเนินงานได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;สาโรจน์ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วพูดถึงแนวคิดการแปลงต้นไม้เป็นทุนเหมือนกับ &amp;lsquo;ธนาคารต้นไม้&amp;rsquo; ที่ ธ.ก.ส. กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้&amp;nbsp;
นี่คือตัวอย่างของคนตำบลเขาแก้วที่ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;โดยร่วมกันพลิกฟื้นวิกฤตยางพาราที่มีราคาตกต่ำ &amp;nbsp;นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจและทุนของชุมชนขึ้นมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39706</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำปาดะ, ปรเมธี  วิมลศิริ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สาโรจน์ สินธู, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15e96ed6920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
